ถ้าต้องเลือกส่วนผสมสกินแคร์ที่ได้รับการขนานนามว่า Gold Standard ของการดูแลผิวมากว่า 40 ปี สารชนิดนี้คือคำตอบที่นักวิทยาศาสตร์ผิวหนังพูดถึงบ่อยที่สุด มีงานวิจัยสนับสนุนผลลัพธ์มากที่สุดในบรรดาส่วนผสมต้านริ้วรอยทั้งหมด
เรตินอล คืออนุพันธ์ของวิตามินเอ ทำงานโดยกระตุ้น Retinoic Acid Receptors ในชั้นผิว ส่งผลให้เพิ่มอัตราการผลัดเซลล์ผิว กระตุ้นการสร้าง Collagen ใหม่ และลดการสะสมของเมลานิน เมื่อใช้อย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดริ้วรอย จุดด่างดำ และปรับให้ผิวเนียนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
สำหรับมือใหม่ที่ยังไม่เคยใช้มาก่อน ควรเริ่มที่ความเข้มข้น 0.025–0.05% และใช้เพียงสัปดาห์ละ 2 ครั้งก่อน ไม่ใช่ทุกคืน ให้ผิวมีเวลาปรับตัว เมื่อใช้ไปแล้ว 4–6 สัปดาห์โดยไม่มีการระคายเคือง จึงค่อยเพิ่มความเข้มข้นและความถี่ขึ้น
เทคนิค Buffer Method คือวิธีที่ช่วยลดการระคายเคืองสำหรับมือใหม่ โดยทามอยเจอไรเซอร์ก่อนทาสารนี้ หรือผสมสารนี้กับมอยเจอไรเซอร์ในปริมาณเล็กน้อย ความเข้มข้นที่ผิวรับจะลดลง แต่ผิวก็ยังได้รับประโยชน์และค่อย ๆ ปรับตัวได้โดยไม่เจ็บปวด
Retinol Purge คือปรากฏการณ์ที่ผิวเริ่มลอก แดง หรือมีสิวขึ้นในช่วง 2–4 สัปดาห์แรก ซึ่งเป็นเรื่องปกติและไม่ใช่สัญญาณที่ต้องหยุดใช้ทันที นั่นหมายความว่าสารชนิดนี้กำลังทำงาน กระตุ้นให้ผิวผลัดตัวเร็วขึ้น ถ้าอาการไม่รุนแรงให้ยืนหยัดต่อ
ลอรีอัล ปารีส นำ Pro-Retinol ซึ่งเป็น Retinol ในรูปแบบที่เสถียรและผิวรับได้ง่ายกว่ามาใช้ในไลน์ Revitalift สูตรนี้ออกแบบมาเพื่อให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับ Pure Retinol แต่มีโอกาสระคายเคืองน้อยกว่า เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มใช้สารในกลุ่ม Retinoid เป็นครั้งแรก
สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงระหว่างใช้สารกลุ่ม Retinoid คือการทาบนผิวที่เพิ่งล้างหน้าเสร็จและยังอุ่นอยู่ ไม่ควรใช้คู่กับ AHA/BHA ในขั้นตอนเดียวกัน และห้ามใช้ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรอย่างเด็ดขาด เพราะมีผลต่อพัฒนาการของทารก
ผลลัพธ์ที่แท้จริงจากการใช้อย่างสม่ำเสมอมักเริ่มเห็นได้ชัดในสัปดาห์ที่ 8–12 ผิวเรียบเนียนขึ้น จุดด่างดำจางลง และริ้วรอยตื้น ๆ ลดลง ความอดทนในช่วง 2 เดือนแรกคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการเริ่มต้นกับส่วนผสมชนิดนี้